คดีเกาะปอดะ จำเลยยื่น สค.1 เลขที่ 1 อ้างติดหมายบังคับคดีผิดแปลง หลังศาลยกคำร้องว่าติดหมายชอบ 10 กย.นัดไต่สวน

_F6J5273คดีเกาะปอดะ จำเลยยื่น สค.1 เลขที่ 1 อ้างติดหมายบังคับคดีผิดแปลง หลังศาลยกคำร้องว่าติดหมายชอบ 10 กย.นัดไต่สวน

นายไชยธัช บุญภูพันธุ์ตันติ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ กล่าวว่า ภายหลังจากที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่บังคับคดี ได้นำหมายบังคับคดีให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างลงไปติดภายในเกาะปอดะ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจ.กระบี่ ใกล้กับทะเลแหวก ตามคำสั่งของศาลฏีกาที่ตัดสินให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง เพิกถอน นส.3 ก เลขที่ 750,757 ถึง 759 และให้บริวารพร้อมจำเลยคือนายชวน ภูเก้าล้วน ออกจากเกาะดังกล่าว โดยได้นำหมายไปติดเมื่อวันที่ 10 ก.ค.56 ซึ่งภายใน 8 วันหลังติดหมายจะต้องให้ผู้ที่อาศัยอยู่ออกไป และครบกำหนดในวันที่ 2 ก.ย.จะเริ่มรื้อถอน

แต่หลังจากได้ลงไปติดหมาย และได้ลงไปตรวจสอบว่ามีผู้อยู่อาศัยอีกหรือไม่ ปรากฏว่าพบบุคคลจำนวน 19 คน จึงได้บันทึกรายชื่อและนำส่งไปยังอำเภอเมืองกระบี่ขอเลขบัตรประชาชน และได้เสนอไปยังบังคับคดี เพื่อขอศาลออกหมายจับ ปรากฏว่า ทางทนายความของจำเลย ได้ยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อวันที่ 18 ก.ย.ว่า การติดหมายนั้นติดผิดแปลงและจำเลยยังมี สค.1 เลขที่ 1 ต.อ่าวนางอยู่ ซึ่งหากรื้อถอนจะสร้างความเสียหายได้  ซึ่งศาลได้ยกคำร้องโดยระบุว่าคำพิพากษาศาลฏีกาชอบแล้ว หลังจากนั้นเมื่อปลายเดือน กค. ทางจำเลย ได้ร้องไปที่ศาลอีกครั้งว่ายอมรับในคำตัดสินแต่มีเอกสารที่อยู่นอกเหนือจากพื้นที่ นส 3 ก.ที่ถูกเพิกถอน ศาลได้นัดไต่สวนในวันที่ 10 กย.นี้

ขณะนี้ทางอุทยานฯ ได้ประสานกับทางบังคับคดี ที่ดินจังหวัด และเตรียมไปชี้แจงต่อศาลถึงพื้นที่เกาะปอดะที่ศาลฏีกาได้ตัดสินไปว่า มีพื้นที่เท่าใด และได้ดำเนินการมาอย่างไร ซึ่งคดีที่เกิดขึ้นถือเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานแม้ว่าศาลฏีกาได้ตัดสินไปแล้ว แต่ก็ยังมีการฟ้องร้องตามมาเพิ่มเติม ซึ่งก็เป็นสิทธิของจำเลยที่สามารถทำได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่นั้นก็จะทำไปตามหน้าที่

สำหรับคดีเกาะปอดะ ถือเป็นคดีที่มีผู้ให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ที่ถูกกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืชฟ้องร้อง คือนายชวน ภูเก้าล้วน อดีตเป็นนายกเทศมนตรีเมืองกระบี่ เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางสังคมมากมาย และปัจจุบันเป็นประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ ซึ่งคดีนี้ได้มีการฟ้องร้องกันตั้งแต่ปี 2528 จนกระทั่งเมื่อปลายปี 2554 ศาลฏีกาได้ตัดสินให้แพ้คดี แต่ปรากฏว่าหลังจากผ่านไปกว่า 1 ปีก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ จากเจ้าหน้าที่ จนกระทั่งมีการร้องเรียนไปยังสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจ.กระบี่ว่า มีกลุ่มบุคคลลงไปเก็บเงินจากนักท่องเที่ยวที่ขึ้นเกาะ และซ้ำซ้อนกับอุทยาน จึงนำมาสู่การเร่งรัดตามคำสั่งศาล

ขอขอบคุณชมรมผู้สื่อข่าวจังหวัดกระบี่

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s